เนื้อหาในพระไตรปิฎกได้พูดถึงวิธีคิดต่าง ๆ ไว้มากมาย แต่ส่วนมากมิได้บอกตรง ๆ แต่จะแฝงอยู่ในความหมายระหว่างบรรทัดว่า เป็นการสอนวิธีคิดแบบนั้น ๆ เช่น สอนให้เข้าใจความไม่มีตัวตน โดยให้พิจารณาองค์ประกอบของร่างกายหรือที่เรียกว่าขันธ์ 5 วิธีสอนเช่นนี้กระตุ้นให้รู้จักคิดแยกแยะองค์ประกอบทีละส่วนๆ เพื่อให้เข้าใจ “ความจริงของสังคม” พระธรรมปิฎกได้ประมวลวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ ออกมาเป็น 10 วิธีคิดประกอบด้วย
1. คิดแบบปฏิจจสมุปบาท (Inter-dependent) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีวงแหวนหรือสัมพันธภาพ คือ คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย จะอธิบายว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ตัวเหตุจะมีหลายองค์ประกอบ เมื่อกล่าวถึงสิ่งใดจะต้องอธิบายให้เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน พระพุทธเจ้าจะไม่อธิบายว่า อะไรเป็นเหตุของอะไรโดยตรง คือ ไม่บอกว่าอะไรคือ First cause แต่จะอธิบายในแง่ของปัจจัยที่เป็น Condition โดยอธิบายถึง Origin และ Because of ของสิ่งนั้น
2. คิดแบบขันธวิภังค์ (Analysis) เป็นการคิดแบบวิเคราะห์แยกแยะองค์ประกอบ ว่าคนประกอบด้วยขันธ์ 5 การแยกย่อยออกไปอย่างละเอียด เมื่อวิเคราะห์แล้ว จะเป็นอนัตตา คือ ไม่มีตัวตน เช่น ชะลอม ถ้าดึงส่วนประกอบออกทีละเส้นจนหมดก็จะไม่มีชะลอม
3. คิดแบบสามกระแส (Three Streams) คือคิดแบบไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) คือคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดา เปรียบเหมือนน้ำ 3 สาย ที่ไหลออกจากน้ำตก น้ำที่ไหลนั้นไม่นิ่ง มีการเปลี่ยนแหลง น้ำจะมาใหม่อยู่ตลอดเวลา ชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนี้ เป็นอนิจจัง ถ้าเราศึกษาอย่างจริงจัง จะทำให้เข้าสภาวะสังคมว่ามันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีทฤษฎีนี้อยู่ในใจ จะไม่เกิดทุกข์ สามารถเท่าทันต่อกระแส
4. คิดแบบอริยสัจ 4 (Problem Solving) คิดแบบแก้ปัญหา/แก้ทุกข์ คือการพิจารณาทุกข์ (ปัญหามีอะไรบ้าง) สมุทัย (เหตุอยู่ที่ใด) นิโรธ (แนวทาง/เป้าหมายของการแก้ปัญหาที่ตั้งไว้) มรรค (พิจารณาวิธีการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย) ซึ่งเราสามารถใช้เป็นหลักยึดในการพิจารณาสิ่ง ต่าง ๆ ได้
5. คิดแบบคุณค่าแท้-เทียม (True & Artificial Value) คิดแบบรู้คุณค่าแท้-คุณค่าเทียม ตัวอย่างคือ ถ้าสามารถรู้คุณค่าเทียมของปัจจัย 4 ได้ จะทำให้ประหยัดเงินไปได้มาก เช่น เสื้อผ้าราคาแพง ใส่ 3 วัน ก็มีกลิ่นเหมือกับเสื้อผ้าราคาถูก จึงควรพิจารณาถึงคุณค่าที่แท้จริงด้วย
6. คิดแบบกุศลภาวนา (Moral Development) คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรมหรือชุความดี คือการบำเพ็ญความดี ซึ่งจะต้องกระทำให้ถึงที่สุด อย่าหยุดนิ่ง อย่าสันโดษในเรื่องทำความดี เวลาความเพียรต้องไม่ย่อท้อ เวลาศึกษาหาความรู้ ทำวิจัยต้องทุ่มเทเต็มที่ไม่เพิกเฉย (Ignore) หรือถือสันโดษ ในขณะทำงานหรือทำความดี
7. คิดแบบสามมิติ (Three Dimensions) คือการพิจารณาอะไรนั้น อย่าพิจารราเพียงด้านเดียว ต้องพิจารณาทั้งแม่ดี แม่เสีย และพิจารณา วิธีเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างปลอดภัย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พิจารณาทั้งคุณ-โทษ-ทางออก
8. คิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ (Cause Effect Relation Theory) หรือทฤษฎีเสาสภา เป็นการคิดแบบสัตบุรุษ หรือมีสัปปุริสธรรม อันเป็นคุณสมบัติของคนดี คือให้รู้จักเหตุ (รู้หลักความจริง รู้กฎแห่งธรรมดา) รู้จักผล (รู้ความหมาย รู้ผลที่จะเกิดสืบเนื่องจากการกระทำ) รู้จักตน (รู้ฐานะ กำลังความสามารถ คุณธรรม เป็นต้น) รู้จักประมาณ (คือความพอดี) รู้จักกาล (รู้กาลเวลาอันเหมาะสม) รู้จักบริษัท (คือรู้จักชุมชนและที่ประชุม รู้กริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้น) และรู้จักบุคคล (รู้ความแตกต่างระหว่างบุคคลและรู้จักปฏิบัติต่อบุคคลนั้นด้วยดี) ก่อนที่จะทำงานอะไร
9. คิดแบบสติปัฏฐาน (Now Theory) หรือทฤษฎีจันทร์เพ็ญ คิดแบบอยู่ในปัจจุบัน แนวนี้ต้องมีวิปัสสนากรรมฐานเป็นเครื่องมือ เมื่อจะทำสิ่งใดต้องมีการตั้งสติ กำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง
10. คิดแบบวิภัชชวาท (Dialectic Theory) คือคิดแบบด้านแยกแยะประเด็นต่าง ๆ ไม่ทำแบบตาบอดคลำช้าง ที่มองแง่เดียว
ผู้เขียนมองว่า “คนเราเกิดมาปฏิเสธไม่ได้ว่าเชื่อตนเองมากที่สุด” พฤติกรรมแสดงเกิดจากระบบสั่งการของตนเองไม่มีใครสั่งแทนได้ แม้นจะสร้างมายามิติอย่างไรก็อยู่ภายใต้ระบบคิด (System Thinking) ของตนเอง (ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย) ที่ไม่เห็นด้วยแต่ต้องทำเพียงแต่มีอำนาจอะไรบางอย่างที่ครอบงำเท่านั้นเอง
ดังนั้นทุกคนต้องรู้จักคิด ไม่ใช่ปล่อย Cell สมองรอเพียงแต่การสั่งการ (เป็นคนไม่มีหัวคิด) การคิดแบบกระบวนการระบบล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดสัมมาทิฐิหรือความคิดที่ถูกต้อง อันเป็นก้าวสำคัญในการดำรงชีวิตบนทางายกลาง สรุปรวมความแล้วก็คือ คิดถูกทาง ถูกวิธี มีเหตุผล และ การคิดนั้นก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นกุศล (อ้างในชัยวัตน์ ถิระพันธุ์, 2548)
วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น